โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อเท็จจริง ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล!! พบเกือบ 50% ของคนไทยมีน้ำหนักเกิน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนภาพคนไทยกำลังก้าวสู่สังคมอ้วนเร็วและแรงกว่าที่คิด!! คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก ขณะที่บำรุงราษฎร์ให้บริการควบคุมน้ำหนักด้วยทางเลือกที่หลากหลายและครอบคลุม ด้วยแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพ ที่ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล และเป็นแห่งแรก ๆ ในโลกที่พัฒนาแนวทางการควบคุมดูแลน้ำหนักให้เหมาะสมด้วยการบุกเบิกนวัตกรรมส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (ESG) โดยผสานเข้ากับการรักษาด้วยยา เผยแนวทางป้องกันโรคจากความอ้วนได้แท้จริง คือการคุมน้ำหนักที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ พร้อมปรับวิถีชีวิต โภชนาการ การออกกำลังกาย การใช้ยา และหัตถการขั้นสูง

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด
ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน

น.ส.นภัส เปาโรหิตย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด (Chief Marketing Officer – CMO) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
รายงานคาดการณ์ของ WOF ชี้ว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง
จากปัญหาที่กำลังขยายตัวนี้ ทำให้การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย

ดร.อาทิรัตน์ กล่าวต่อว่า “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยโรงพยาบาลฯ ให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน”

พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ให้เห็นว่า Weight Management คือการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว
การใช้ปากกาลดน้ำหนักเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่เห็นผลชัดเจน อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียในช่วงเริ่มต้น และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ซึ่งการใช้ปากกาลดน้ำหนักเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่เห็นผลชัดเจน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน

รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด
สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

กล่าวว่า การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัดลดน้ำหนัก ยังคงเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่า BMI สูง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น โดยเน้นว่าการรักษาเหล่านี้ไม่ใช่ทางลัด แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลสุขภาพระยะยาว ที่ต้องอาศัยการปรับวิถีชีวิตหลังการรักษาอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืนด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมเน้นย้ำว่าการรักษาเหล่านี้ไม่ใช่ทางลัด แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลสุขภาพระยะยาว ที่ต้องอาศัยการปรับวิถีชีวิตหลังการรักษาอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืนด้านสุขภาพ

พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง และการสร้างแรงจูงใจจากภายใน ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูงแม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม
แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญหรือมีนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า หัวใจสำคัญของการจัดการโรคอ้วนคือการควบคุมน้ำหนักอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และสหสาขาวิชาชีพ โดยมุ่งเน้นการดูแลแบบองค์รวม ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การใช้ยา และหัตถการทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพื่อไม่เพียงลดตัวเลขบนเครื่องชั่ง แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เพิ่มคุณภาพชีวิต และลดผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ดังนั้น การดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมถือเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สำคัญที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงสภาพจิตใจ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนับเป็น “Health Resolution” ที่สำคัญ เพราะเป็นการลงทุนให้ตัวเองที่จะนำมาซึ่งการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน