ท่ามกลางกระแส “Great Resignation” หรือปรากฏการณ์ที่คนทำงานจำนวนมากเลือกลาออกโดยสมัครใจ จาก mindset ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความหมายของงาน และความยืดหยุ่น มากกว่าความมั่นคงแบบเดิม ข้อมูลจาก McKinsey & Company ระบุว่า มากกว่า 40% ของพนักงานทั่วโลกมีแนวโน้มพิจารณาเปลี่ยนงาน และปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์การทำงานโดยรวม

พฤติกรรมนี้สะท้อนชัดในคนทำงานยุคใหม่ ที่ให้น้ำหนักกับ “ประสบการณ์การทำงาน” มากกว่าการอยู่ระยะยาว ส่งผลให้องค์กรจำนวนมากยังเผชิญโจทย์เดิม คือ “รับคนได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้” โดย McKinsey & Company ชี้ว่า ปัจจัยที่ทำให้พนักงานเลือกอยู่ต่อ คือโอกาสในการเติบโต งานที่มีความหมาย และองค์กรที่เข้าใจชีวิตของพนักงานจริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะจ้างคนเก่งยังไง” แต่คือ “จะทำยังไงให้คนเก่งอยากเติบโตไปกับองค์กร”

Gen Z ไม่ได้ลาออกจากงาน แต่ลาออกจาก “คุณภาพชีวิตที่ไม่ใช่”

Insight ที่หลายองค์กรอาจมองข้าม คือ Gen Z ไม่ได้ “ไม่อดทน” แต่ “ไม่ประนีประนอม” กับคุณภาพชีวิต ข้อมูลจาก Deloitte พบว่าเกือบ 50% ของ Gen Z มีแผนเปลี่ยนงานภายใน 2 ปี และการตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง work-life balance ความหมายของงาน และสุขภาวะทางจิตใจ สมการความสุขของคนทำงานยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่คือการบาลานซ์ระหว่าง Well-being + Meaning + Money และเมื่อหนึ่งในสามแกนนี้หายไป “การลาออก” จึงกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

Aura Wellness: เมื่อองค์กรที่คนอยากอยู่ เริ่มจากการออกแบบชีวิต ที่ไม่ใช่แค่สวัสดิการ

คุณเฟม เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ Chief Executive Officer (CEO) และผู้ก่อตั้ง Aura Wellness ผู้ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นอันดับแรก ได้กล่าวถึงแนวทางการบริหารองค์กรไว้ว่า Aura Wellness เป็นองค์กรที่มีอัตรา Turnover ต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และ First Jobber ที่เริ่มต้นทำงานและเติบโตจนก้าวสู่ระดับผู้จัดการ หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่ “สวัสดิการที่ดี” แต่คือการ “ยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงาน” ให้ตอบโจทย์ครบทั้ง 3 มิติอย่างเป็นระบบ

1. Well-being: เคลียร์ภาระชีวิต เพื่อปลดล็อกศักยภาพการทำงาน

Aura Wellness มอง Well-being เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของชีวิตการทำงาน” ที่ช่วยเคลียร์ภาระนอกงาน เพื่อให้พนักงานโฟกัสกับงานได้เต็มที่ ตั้งแต่เบิกหัตถการฉีดหน้าฟรี งบ Professional Look ค่า Fitness และประกันสุขภาพ ไปจนถึง Workshop พัฒนาทักษะรายเดือนที่เน้นการเติบโตจริง

รวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานและสวัสดิการพื้นฐานอย่างอาหารกลางวัน ที่ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวัน เมื่อเรื่องนอกงานถูกจัดการอย่างเป็นระบบ พนักงานจึงสามารถทุ่มพลังกับการสร้างผลงานได้อย่างเต็มที่

2. Meaning: เห็นคุณค่าในงาน เพื่อสร้างความผูกพันระยะยาว

Aura Wellness ออกแบบงานให้พนักงานเห็น Impact ของตัวเองอย่างชัดเจน มี Ownership และมีพื้นที่ในการเสนอไอเดียที่นำไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมการ recognize ถูกฝังในทุกระดับ ตั้งแต่การชื่นชมจากหัวหน้า ไปจนถึง Town Hall ที่ประกาศการเติบโต ทั้งการปรับเงินเดือนและเลื่อนตำแหน่ง เมื่อพนักงานรู้ว่าสิ่งที่ทำ “มีผลจริง” และ “มีคนเห็น” ความภาคภูมิใจจึงเกิดขึ้น และพัฒนาเป็นความผูกพันระยะยาวกับองค์กร

3. Money: ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างพลังในการเติบโต

Aura Wellness มองค่าตอบแทนเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการเป็นต้นทุน จึงวางค่าตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความมั่นคงและอิสระในการใช้ชีวิต

เมื่อความกังวลด้านการเงินลดลง พนักงานจึงมีพลังและสมาธิในการสร้างผลงานและพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่

จาก People Strategy สู่ Business Growth อย่างยั่งยืน

แนวทางของ Aura Wellness ไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูแลคน แต่ถูกยกระดับเป็น “กลยุทธ์การเติบโต” อย่างชัดเจน ในธุรกิจบริการที่ “คน” คือหัวใจ คุณภาพของพนักงานย่อมสะท้อนเป็นคุณภาพของประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง การลงทุนในคนจึงไม่ใช่เรื่องภายใน แต่เชื่อมโยงกับการเติบโตของรายได้และความแข็งแรงขององค์กร องค์กรจะเติบโตไม่ได้ หากพนักงานไม่เติบโต และเมื่อธุรกิจขยายตัว ทีมก็เติบโตไปพร้อมกันทั้งในเชิงคุณภาพและจำนวน

ท้ายที่สุด การดึงดูดและรักษาคนเก่งอาจไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่อยู่ที่การ “เข้าใจสิ่งที่คนต้องการจริง” และออกแบบให้ตอบโจทย์นั้นอย่างตรงจุด ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็ว การเติบโตอย่างยั่งยืนอาจไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการกลับมาโฟกัสสิ่งพื้นฐานที่หลายองค์กรหลงลืมไป ว่า “คน” คือหัวใจของการเติบโต